ตามหลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น บุคคลที่เราว่าจ้างคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของเรา แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกคนคิดว่าองค์กรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ลูกจ้างที่ทำงานในองค์กรต่างๆปัจจุบันนี้มีชีวิตในส่วนของการทำงานไม่ค่อยสมดุล ซึ่งความไม่สมดุลนี้แสดงให้เห็นผ่านทางมุมมอง ลักษณะนิสัย และค่านิยมที่พวกเขายึดถือในสถานที่ทำงาน
หน้าที่การงานที่สมดุลกลายมาเป็นเป้าหมายสำคัญในสถานที่ทำงานในหลายๆประเทศ แม้ว่าทุกคนจะมีการวางแผนการทำงานไว้แล้วก็ตาม การทุ่มเทวางแผนด้านโครงสร้างในการทำงานของแต่ละฝ่ายจะช่วยแก้ปัญหา “แมวกับหนู” ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา และอาจจะเพิ่มความรับผิดชอบและความเห็นอกเห็นใจกันในการทำงานอีกด้วย
ประโยชน์จากการทำงานที่สมดุล
นโยบายที่ทำให้เกิดความสมดุลในการทำงานเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคน ในความเป็นจริงแล้ว บริษัทขนาดเล็กจะปฏิบัติตามได้ง่าย โดยใช้นโยบายการทำงานร่วมกันแบบคนในครอบครัว มีการให้คำสัญญาต่อกัน ยังผลให้การขาดงานลดลง ทำงานร่วมกันได้นานขึ้น การคัดเลือกคนง่ายขึ้นและมีจรรยาบรรณในการทำงานมากขึ้น ซึ่งถือเป็นข้อผูกมัดและความสำเร็จร่วมกันของลูกจ้าง
การทำงานที่สมดุลในอนาคตเป็นอย่างไร
ในประเทศสิงคโปร์ ณ ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี โก๊ะ ช๊ก ธง ให้ข้อสังเกตว่า “ชาวสิงคโปร์ต้องการความสมดุลในชีวิต” รองนายกรัฐมนตรี บีจี ลี เซียน ลุง กล่าวว่า
หน่วยบริการสาธารณะเป็นแกนนำในการการปรับปรุงมาตรการในการทำงานแบบครอบครัว ซึ่งเกิดขึ้นในลักษณะหน่วยงานแม่ข่าย ยิ่งไปกว่านั้นหน่วยบริการสาธารณะยังประกาศมาตรการอื่นๆ เช่น การอนุญาตให้ใช้เครื่องมือสื่อสาร มีการจัดการสำหรับการทำงานที่ซับซ้อนโดยเฉพาะสำหรับผู้ใหญ่และผู้น้อย มีความยืดหยุ่นในเรื่องเวลาในการทำงาน ตราบใดที่ยังรักษามาตรฐานการบริการนั้นไว้ ก็จะยังประสบผลสำเร็จเช่นกัน
บีจี ลี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์แสดงให้เห็นว่า การจัดการที่ดีและนโยบายแบบพึ่งพากันทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้น ที่เป็นเช่นนี้ ก็เนื่องมาจากการเพิ่มผลผลิตและการลดราคา ยังผลให้มีการทำงานที่ยาวนานขึ้น การขาดงานลดลง และมีการนำข้อตกลงระหว่างพนักงานมาใช้นั่นเอง
ข้อสังเกตสำหรับลูกจ้าง ควรจดจำไว้ว่า ถ้าพวกเขาพยายามรักษาความต้องการต่างๆในด้านการทำงานให้สมดุลในขณะที่ทำงานร่วมกัน องค์กรก็จะเกิดความสงบสุข มีคุณภาพและอาจจะประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วย
เหนื่อยกับการทำงานทั้งวันไม่มีที่สิ้นสุดใช่ไหม ? อยากมีเวลาให้กับตัวเองและครอบครัวเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่? ทำอย่างไรจึงจะเป็นไปตามที่ต้องการ? นี่คือข้อแนะนำง่ายๆ ห้าข้อ ที่จะช่วยให้คุณทำงานน้อยลงและมีเวลาสนุกกับชีวิตมากขึ้น
1. ใช้เวลาว่างหลังอาหารกลางวันให้เป็นเวลาส่วนตัว
แทนที่จะทำงานต่อในช่วงเวลาพักกลางวันหรือพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน มาแบ่งเวลาช่วงนี้ให้กับตนเอง เริ่มจากโทรหาเพื่อนเก่า ไปทานอาหารกลางวันกับภรรยา เข้าร้านเสริมสวย ออกกำลังกาย หรือเพลิดเพลินกับการดูหนังสือ หาช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อผ่อนคลายจากงานที่ทำอยู่ การหยุดพักชั่วคราวจะเป็นการเพิ่มพลังให้กับตัวคุณเอง
2. กำหนดเวลาในการทำงานให้เหมาะสม
อย่าคิดว่างานทุกอย่างต้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว เห็นคุณค่าในงานของตัวเอง และกำหนดเวลาในการทำงานให้เหมาะสม รวมทั้งเผื่อเวลาสำหรับจัดการสิ่งที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน คุณจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น การทำงานก็จะดีขึ้นด้วย
3. รู้จักปฏิเสธในบางโอกาส
ความสำเร็จของงานไม่ได้นับที่ปริมาณงานที่ทำ แต่วัดกันที่คุณภาพของงาน พิจารณางานที่คุณจะรับผิดชอบอย่างถี่ถ้วนว่าคุณสามารถทำงานได้ทันเวลาและผลงานมีประสิทธิภาพ เมื่อคุณพูดว่า “ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่สามารถทำงานชิ้นนี้ได้ในตอนนี้ เพราะมีงานต้องรับผิดชอบมากมายอยู่แล้ว” มันจะสื่อว่า คุณเริ่มก้าวหน้าแล้ว มีเหตุผลและมีความน่าเชื่อถือ จากนั้นกำหนดเวลาที่คุณสามารถจัดการกับงานนั้นๆได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า คุณไม่ได้หนีความรับผิดชอบ
4. ตอบรับการนัดหมายส่วนตัว
ให้ความสำคัญกับครอบครัวเท่ากับงานที่คุณทำ หาเวลาว่างให้กับคนในครอบครัว เช่น ถ้าคุณมีนัดทานอาหารกลางวันกับคู่หมั้น ก็อย่าจมอยู่กับงานตลอดช่วงเวลาพัก
5. กำหนดเวลาพักให้กับตัวเอง
คุณเคยทำงานล่วงเวลา และบอกตัวเองว่า “อีกแค่ชั่วโมงเดียว” แต่คุณก็ยังคงทำงานอยู่ จนเวลาผ่านไปสองชั่วโมงแล้วหรือไม่? ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องกำหนดเวลาเลิกงานให้ตนเอง ตั้งเวลาหยุดทำงานตามความสามารถของคุณเองและเข้มงวดกับเวลาที่คุณกำหนดไว้
|