JobStreet.com - Thailand


 
Job Search Tips << Back to list of Job Search Tips

คุณนำเสนอสิ่งใดได้บ้างในสภาวะเช่นนี้?
โดย คุณ เหม่ย ชิง

คุณได้อ่านทุกเรื่องเหล่านี้แล้ว : ทั้งการคัดสรรผู้สมัครจากอินเตอร์เน็ต การสร้างเครือข่าย และบุคคลอ้างอิง แต่วิธีเหล่านี้มักจะใช้เวลานานและเห็นผลช้า ตอนนี้ ผมมีข้อเสนอที่น่าจะสัมฤทธิ์ผลมากที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะให้คุณเดินเข้าไปเสนอตัวเองให้นายจ้างถึงที่ เรียกว่า การขายตรง

ซึ่งเป็นวิธีหางานที่ไม่ต้องรอให้มีใครเชื้อเชิญคุณก่อนที่คุณจะสามารถกำจัด “ความอาย” ออกไปได้ คงต้องพิจารณาจากการที่บริษัทปิดตัวลงสี่หรือห้าที่ นั่นคือ คงจะหางานทำไม่ได้จนกว่าจะมีประกาศรับสมัครอีก การจ้างงานเป็นวงจรหนึ่งที่ยากลำบากและใช้เวลายาวนาน กระบวนการรับสมัครงานที่ปรากฏในสื่อต่างๆ มักจะกินเวลานานหกถึงเก้าเดือนเลยทีเดียว งานที่รายได้สูง เช่น บริษัทต่างชาติที่ผมเคยทำงานอยู่ยอมจ่ายเงินล่วงหน้าถึง 10,000 ริงกิต เพื่อให้ได้พนักงานที่เหมาะสม ดังนั้น การนำเสนอตนเองทำให้บริษัทต่างๆประหยัดทั้งเวลา ทุน และแหล่งข้อมูล โดยพิจารณาคนที่ไปเสนอตัวเองก่อนที่จะไปลงประกาศรับสมัคร แม้ว่าจะยังไม่มีตำแหน่งว่างในทันที แต่คุณก็ได้รู้จักบางคนหรือเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทไว้ก่อน เช่น ระยะเวลาการเปิดรับสมัคร หรือวิธีที่ทางบริษัทใช้คัดเลือกพนักงาน รวมทั้งอาจจะทิ้งความประทับใจไว้ให้พวกเขาจนต้องเก็บประวัติของคุณไว้เผื่อมีตำแหน่งสำหรับคุณในอนาคตอีกด้วย

สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่แสดงความสามารถทั้งหมดออกมา แต่ขอเตือนให้ระวังกับดักในกลยุทธ์นี้ไว้ด้วย “การนำเสนอตนเอง” หรือ “การเข้าไปสมัครงานโดยตรง” เป็นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับคนทั่วไป เพราะคุณไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการขายหรือ “หนังหนาๆ” การนำเสนอตัวเองเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับคนที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน และทำให้พวกเขาเชื่อถือในตัวคุณจนต้องคิดถึงคุณคนแรกเมื่อต้องการพนักงานเพิ่ม บางท่านบอกว่า มันก็เหมือนกับโฆษณาทางวิทยุ คือ กระชับ ตรงประเด็นและเน้นในสิ่งที่นายจ้างต้องการโดยใช้เสน่ห์และความรู้ในตัวคุณเอง กุญแจสำคัญสำหรับการขายก็คือ การเตรียมความพร้อมในทุกเรื่อง บางขั้นตอนคุณอาจจะพบว่าคุณเหมาะกับงานนั้นจริงๆ คุณต้องพร้อมที่จะเสนอขายทั้งตนเองและความสามารถอยู่เสมอ

แล้วเราควรจะเริ่มทำเมื่อใด?

กระบวนการเสนอขายตนเองมีหลักอยู่เพียงเล็กน้อย คล้ายๆกับ “อุปสรรค” ในการขายสินค้าทางโทรศัพท์ แต่ละส่วนจะมีลักษณะใกล้เคียงกับสิ่งที่พนักงานขายทำเมื่อเตรียมเสนอสินค้า:

  1. ปั้นแต่งตนเองให้อยู่ในหนึ่งตัวเลือกของนายจ้าง
    ขั้นตอนแรกในการเข้าไปเป็นหนึ่งตัวเลือกของทุกบริษัท นั่นคือ ต้องสนใจงานประเภทนั้น ตัวเลือกยิ่งมากยิ่งทำคุณประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น เพราะคุณมีรายชื่ออยู่ในนั้นก็เนื่องมาจากความสัมพันธ์ที่คุณสร้างขึ้น ไม่ว่าจากสมุดโทรศัพท์ เว็บไซต์ต่างๆ รายนามบริษัทจากธุรกิจโฆษณา หรือแม้แต่รายชื่อจากสมาคมนักธุรกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ ควรจัดรายชื่อบริษัทโดยแยกตามย่อมย่าน อุตสาหกรรม การจัดตั้งสมาคม เป็นต้น ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสได้ทำงานที่คุณถนัดในแต่ละบริษัทว่าเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดก่อนที่จะดำเนินการ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เสียเวลาเปล่าให้กับองค์กรที่ไม่อยู่ในเป้าหมาย เมื่อผ่านขั้นตอนนั้นแล้ว ให้จำกัดการค้นหาให้แคบลงไปอีก เช่น ที่อยู่ ชื่อผู้ติดต่อและเบอร์โทรศัพท์/ อีเมล์ของผู้จัดการหรือผู้ช่วยในแผนกนั้น ถ้าไม่มีระบุแน่ชัดในรายละเอียดหรือเว็บไซต์ ให้โทรศัพท์ไปขอข้อมูลจากผู้ให้บริการค้นหาข้อมูลทั่วไป เพื่อจะได้ติดต่อกับผู้รับผิดชอบโดยตรง (มักจะเป็นฝ่ายบุคคลและผู้ที่ต้องการรับพนักงานโดยตรง)
  2. พูดให้ชัดถ้อยชัดคำ
    การพูดเป็นการเปิดเผยตัวตนของคุณ ต้องมั่นใจว่าไม่ตกใจหรืออึ้งเงียบเมื่อถึงจุดสำคัญของการสนทนา การเตรียมบทพูดสั้นๆจะช่วยให้คุณแสดงตัวตนออกมาให้นายจ้างได้รับรู้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆที่รวมอยู่ในการแนะนำตัว การอธิบายจุดมุ่งหมาย การสรุปทักษะที่คุณเชี่ยวชาญมากที่สุด จะช่วยเพิ่มความเข้าใจในลักษณะงานที่คุณต้องการทั้งที่มีอยู่ในตัวคุณแล้วและที่สามารถพัฒนาได้ ตั้งคำถามว่าคุณต้องส่งประวัติส่วนตัวไปให้พวกเขาพิจารณาหรือกำหนดวันสัมภาษณ์เองได้หรือไม่ การพูดให้มีท่วงทำนองจะทำให้ผ่อนคลายและจดจ่ออยู่สิ่งที่คุณต้องการพูดและบอกให้เขารู้ว่าการนัดหมายนี้มีค่าสำหรับคุณมากเพียงใด แน่ใจได้เลยว่าสิ่งที่บริษัทต้องการต้องเกี่ยวข้องกับประสบการณ์การทำงานของคุณที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าคุณมีความสามารถจริง ไม่ใช่แค่คำพูดและจะแสดงให้เห็นได้ในตำแหน่งงานที่คุณสมัครไป
  3. ฝึกทำให้สมบูรณ์แบบ
    มารยาทในการใช้โทรศัพท์เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการขายตรง เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของการติดต่อกับนายจ้าง ดังนั้น อย่าสะเพร่าเด็ดขาด นี่คือเกร็ดความรู้ที่จะช่วยให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

    • ฝึกพูดตามที่คุณร่างเอาไว้กับเพื่อน หรือผู้สมัครท่านอื่นๆ ให้เขารับบทที่ตรงข้ามกับ ความจริงอย่างสิ้นเชิง เช่น เลขา หรือนายจ้าง
    • บันทึกเสียงที่คุณพูดไว้เพื่อให้มั่นใจว่าคุณพูดอย่างสุขุม ชัดเจนและมีความมั่นใจ
    • บอกชื่อของตัวเอง อย่าคิดเอาเองว่าคนที่โทรไปนัดคุณ หรือคนที่เคยอ่านชื่อคุณจะจดจำคุณได้ ถ้ามีคนแนะนำให้คุณมา อย่าลืมเอ่ยชื่อของเขาด้วย
    • พูดให้ถูกที่ (ต่อหน้านายจ้าง) และถูกเวลา ตระหนักไว้ว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่าในโลกธุรกิจ สังเกตง่ายๆจากการพูดโทรศัพท์ มักจะเป็นก่อนเวลาพักเที่ยง หรือช่วงสิ้นเดือนเพื่อจัดการเรื่องบัญชี
    • ควบคุมการสนทนาให้ได้ ถ้าคนที่มาพบไม่อยู่ในขณะนั้น อย่ายอมเสียเวลาเปล่าโดยทิ้งเบอร์ติดต่อไว้แล้วกลับไปรอต่อไปเรื่อยๆ ขอเป็นฝ่ายโทรกลับมาเองในเวลาที่เขาสะดวก
    • ใช้น้ำเสียงที่ดีในการพูดคุยผ่านโทรศัพท์ อย่าทำเสียงอู้อี้หรือตะคอก ใช้น้ำเสียงสุภาพและเป็นมิตร
    • พุ่งประเด็นไปที่ธุรกิจ คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาพูดเรื่องจุกจิก ฉะนั้นเร่งพูดให้ตรงประเด็น
    • ความกังวลในตัวคุณที่เขาเอ่ยถึง จงตั้งใจฟังให้ดี มันคือสองทางเลือกสำหรับคุณ จดจำสิ่งที่พวกเขาพูดปูทางไว้ และเตรียมข้อโต้แย้งไว้ในใจ ถ้าเจอคำถามแบบไม่ทันตั้งตัว และตอบไม่ได้ในทันที ขออนุญาตโทรกลับมาบอกเขาทีหลังและทำตามที่พูดอย่างเคร่งครัด
    • ถามเวลานัด (สัมภาษณ์) ที่แน่นอน ด้วยวิธีที่ “นุ่มนวล” ที่สุด ให้เขามีส่วนเลือกช่วงเวลา เช่น คุณสะดวกเป็นเช้าวันพุธ หรือบ่ายวันพฤหัสดีครับ? แม้นายจ้างจะบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่างในตอนนี้ ก็ขอเข้าพบเพื่อหาข้อมูลหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทนั้นให้ได้ นั่นจะทำให้คุณรู้จักคนภายในบริษัทนั้นมากขึ้นและอาจสานสัมพันธ์ได้ในอนาคต
    • จดบันทึกไว้ด้วย โดยเขียนสรุปสั้นๆ ขณะที่คุยทางโทรศัพท์เพื่อบันทึกข้อโต้แย้งและสิ่งที่เห็นพ้องต้องกันระหว่างที่สนทนากัน ความจำจะคงอยู่เพียงชั่วครู่ ฉะนั้นอย่าฝากความหวังไว้ที่มันอย่างเดียว ควรถ่ายทอดลงบนหน้าเอกสารเกี่ยวกับงานที่คุณต้องใช้ติดต่อกลับ
  4. เตรียมอุปกรณ์ในการนำเสนอตัวเอง
    ก่อนที่จะยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา ต้องมั่นใจว่าคุณเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ทั้งบทพูด ข้อมูลเบื้องต้น สำเนาประวัติส่วนตัว ปฏิทิน ปากกา กระดาษ เอกสารสำคัญที่แก้ไขวันเวลาแล้ว เวลานัด ผู้ที่จะติดต่อ บริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เหตุผลที่โทรมา ติดตามผลการสัมภาษณ์ในวัน/ เวลา และข้อเสนอแนะ
  5. ฝึกเดินผ่านคนเฝ้าประตู
    สิ่งที่ยากที่สุดในกระบวนการนี้ คือ การเข้าไปถึงตัวนายจ้างให้ได้ ทั้งเลขานุการและผู้รับโทรศัพท์เป็นผู้ ตัดสินว่าควรให้เข้าพบหรือไม่ ดังนั้นวิธีการเล็กๆน้อยๆเพื่อเล็ดลอดจากสายตาผู้เฝ้าประตู จะช่วย “ยืดเวลาติดต่อกับบุคคลที่เราต้องการ” ถ้าไม่ทราบจะทำเช่นไร ให้ลองสุ่มถามคนที่อยู่ด้านหลังคุณว่าจะติดต่อใครได้บ้าง วิธีนี้อาจต้องพยายามติดต่อสักสองถึงสามครั้งเพื่อรวบรวมข้อมูลให้มากพอที่จะเข้าไปพบไม่ผิดคน จำไว้ว่าอย่างน้อยคุณก็พอใจที่ได้รู้จักคนมากขึ้น อาจเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างด้วย ดังนั้นจึงต้องใช้เทคนิคนี้อย่างระมัดระวัง
  6. จะกำจัดความเย็นชาได้อย่างไร
    เป็นตัวของตัวเอง เลี่ยงที่การดูบันทึกย่อที่เตรียมมาเช่นที่นักขายตรงทั่วไปทำ และเริ่มบทสนทนาอย่าง ชาญฉลาด เผยความรู้เกี่ยวกับโครงการภายใต้ขอบเขตความตั้งใจที่จะขยายและพัฒนาบริษัทของนายจ้าง เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับนายจ้าง ตัวอย่างเช่น “ผมได้อ่านข่าวที่บริษัทนำผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาในท้องตลาด ต้องบอกว่าพออ่านข่าวนั้นจบ (ควรเรียกชื่อสินค้านั้น ถ้าคุณทราบ) ก็มองภาพออกทันที เพราะผมอยู่ในวงการนี้และทราบถึงประสิทธิภาพของมันเป็นอย่างดี ผมต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งในพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ และได้ใช้ความชำนาญด้านการตลาดเพื่อความก้าวหน้าอย่างเต็มที่ ทางบริษัทของคุณกำลังมองหาผู้ร่วมวางแผนการตลาดเพื่อเปิดตัวสินค้าชิ้นนี้อยู่ใช่ไหมครับ?”
  7. มันจะเริ่มยากขึ้นเมื่อ...
    “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” “ประสบการณ์ของคุณจะช่วยเราได้ยังไง?” “อะไรเป็นข้อพิสูจน์ว่าคุณสามารถ สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้บริษัทนี้?” การท่องประวัติส่วนตัวมาทั้งหมดก็ตอบคำถามที่ยากเย็นนี้ไม่ได้ คุณ ต้องคาดเดาคำถามที่จะเกิดขึ้น และทราบว่าควรจะตอบคำถามให้ตรงประเด็นได้อย่างไร หาช่องว่างของบริษัท หรือทีมงานที่รับผิดชอบอยู่แล้วแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถเติมเต็มส่วนนั้นได้
  8. อย่าปล่อยให้ตนเองรู้สึกแย่
    เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับผลลัพธ์แง่ลบ แต่อย่าปล่อยให้ “คำปฏิเสธ” กลายเป็นจุดสิ้นสุดของการสนทนา เมื่อคิดว่าคุณต้องมีอนาคตร่วมกับที่นี่ อย่าโต้แย้งแต่ควรเลี่ยงความขัดแย้งด้วยการแสดงความสามารถของ คุณออกมาให้เขาได้เห็น เพียงแค่เตรียมตัวให้พร้อมรับคำคัดค้านที่เกิดขึ้นแน่ คุณก็จะสามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางอคติที่มีต่อผู้เสนอตัวมายื่นโอกาสให้ ควรจะสิ้นสุดการสนทนาเมื่อคุณได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ถ้าไม่สำเร็จก็ถือว่าสะสมประสบการณ์ในการนำเสนอตัวเองในครั้งต่อไป หรือช่วยค้นหาธุรกิจและตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตนเองให้มากขึ้น
  9. เมื่อรู้สึกค้างคา
    จงซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตนเอง เช่น การนัดสัมภาษณ์และรายละเอียดการรับสมัครงาน และอย่าวิตกกังวล จนทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมาย หรือปล่อยให้โอกาสต่างๆหลุดลอยไป
  10. ปรับให้ช้าลงเพื่อตามให้ทัน
    เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำตามคำพูดของตัวเองให้เป็นจริง ก็ต้องทำให้ได้ตามนั้น ต้องมั่นใจว่าคุณส่งแฟกซ์ โทรศัพท์ ส่งอีเมล์หรือแสดงการโต้ตอบตามที่คุณเคยกล่าวไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการส่งเอกสารหรือการโทรศัพท์ติดต่อกลับให้ตรงเวลา สิ่งเหล่านี้จะเป็นการแสดงถึงความเคารพของคุณที่มีต่อบริษัท ความสัมพันธ์ และแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของคุณ


ในความเป็นจริง การขายตรงอาจจะไม่ใช่วิธีที่ง่ายที่สุดในการหางานทำ แต่เป็นข้อพิสูจน์ประสิทธิภาพและข้อดีของผู้ที่กำลังเดินหางาน ด้วยวิธีใดก็ตามที่คุณขายความสามารถของคุณได้ คุณก็จะเป็นผู้ชนะ ได้งานใหม่ รู้จักคนลึกซึ้งขึ้น ได้ความรู้และได้ฝึกฝนการหางาน เป็นส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับทักษะในการหางาน (การหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทต่างๆ การสร้างเครือข่าย รวมไปถึงการเขียนจดหมายสมัครงานและประวัติส่วนตัว มารยาทในการคุยโทรศัพท์ การแต่งกาย และทุกสิ่งทุกอย่าง) การเสนอขายตนเองสามารถเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จในการเลือกงานหรืออาชีพการงานในอนาคตได้เช่นกัน



<< Back to list of Job Search Tips