ผมเคยวางแผน (อย่างน้อยก็คิดว่าเคยทำ) เกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษาเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว เมื่อผมกำลังเรียนอยู่ในชั้นปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยในกรุงลอนดอน สาเหตุที่ผมสมัครเข้าเรียนต่อที่นี่ก็ยังไม่แน่ชัดมาจนถึงทุกวันนี้ อาจจะเป็นเพราะความนิยมในหมู่เพื่อนฝูง ผมรู้เพียงแค่ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องสมัครเข้าเรียนต่อในสถาบันที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัฐนี้ ผมคิดว่าถ้าตอนนั้นไม่ไดสมัครเรียนที่นี่ ผมอาจจะต้องเผชิญกับการแข่งขันในการสมัครงานร่วมกับผู้อื่นในยุคนี้
พวกเราส่วนใหญ่สมัครเข้าเรียนต่อที่นี่ด้วยเหตุผลเพียงแค่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ และที่นี่ก็มีชื่อเสียงในด้านสื่อการสอนโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ผมคิดว่าพวกเราเพียงแค่อยากจะเข้ามาสัมผัสกับแหล่งกำเนิดเทคโนโลยีต่างๆอย่างใกล้ชิดเท่านั้นเอง พอคิดเช่นนั้น จึงเริ่มมองหาโปรแกรมการเรียนที่ต่างจากนี้ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ
ผมพยายามเลือกมหาวิทยาลัยโดยอาศัยโปรแกรมการเรียนการสอนที่เปิดสอนอยู่ เลือกคณะที่มีการสอนและการค้นคว้าวิจัยที่มีประสิทธิภาพ ค่าเล่าเรียนไม่ถูกหรือแพงเกินไปรวมทั้งตั้งอยู่ในสถานที่ที่ดีด้วย เมื่อตัดสินใจได้แล้ว จึงพยายามติดตามข่าวการรับสมัครอย่างต่อเนื่อง (ควรเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งปี) เพราะถ้าหากคุณพลาดข่าวการรับสมัครไป จะต้องรอถึงหนึ่งปีทีเดียวจึงจะมีโอกาสสมัครอีกครั้ง
และผมก็พยายามหาข้อมูลเรื่องการศึกษาให้ได้มากที่สุด ทั้งจากการเข้าไปหาข้อมูลจากสถานศึกษา ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งในอินเตอร์เน็ตด้วย (นอกจากนี้ยังมีรายชื่อเว็บไซต์ที่สามารถให้ข้อมูลได้เก็บไว้ด้วย)
มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องการหลักฐานในการสมัครสี่อย่างด้วยกัน ได้แก่ ใบแจ้งผลการเรียน หนังสือรับรอง ข้อมูลส่วนบุคคล และคะแนนความสามารถเชิงวิเคราะห์ (GRE) หลักฐานชิ้นแรกหาได้ง่ายมาก เพราะตลอดเวลาที่เรียนหนังสือเราก็จะได้รับอยู่เสมอ และเวลาสามปีที่ผมตั้งใจเรียนอย่างหนัก (และค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ) ก็ช่วยให้หาเอกสารได้ไม่ยาก
มาถึงเรื่องหนังสือรับรอง ผมคิดว่าการทำเป็นรายงานสิ่งต่างๆที่ได้ทำเอาไว้ตลอดทั้งสามปีน่าจะดีกว่า การให้ของขวัญเล็กๆน้อยๆ เช่น ไวน์ฝรั่งเศส แก่อาจารย์ที่ปรึกษาก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับการได้บุคคลอ้างอิงที่ดีเยี่ยม แต่มีคำถามเกิดขึ้นในใจผมทันทีเช่นกันว่า “ทำไมอาจารย์ที่ปรึกษาของผมจึงไม่ศึกษาชั้นปริญญาเอกต่อ เหมือนที่ผมกำลังพยายามทำอยู่?”
ทุกคณะที่คุณเลือกสมัครจะใช้หนังสืออ้างอิงนี้เพื่อพิจารณาร่วมกับผลการศึกษาของคุณ ว่าสมควรรับคุณหรือไม่ ถ้าหนังสือรับรองของคุณมีเนื้อหาที่แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นผู้มีคุณสมบัติดีเยี่ยมเหมาะสำหรับ แผนกหรือสาขาที่คุณเลือก คุณจะผ่านการคัดเลือกได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ผมตัดสินใจเลือกอาจารย์สามท่าน เพื่อให้ช่วยทำหนังสือรับรองให้ผม คนแรกคืออาจารย์ที่ปรึกษาที่ได้พบกันไม่ถึง 10 ครั้งตลอดเวลาที่เรียนอยู่ ท่านที่สองเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานของผม ซึ่งได้พบกันเกินกว่า 10 ครั้ง และอีกท่านคือ อาจารย์ท่านหนึ่งที่ไม่เคยพบหน้ากันเลย ผมเลือกสามท่านนี้เพราะว่า ไม่มีอาจารย์ท่านไหนในสาขานี้ที่รู้จักผมมากกว่านี้แล้ว และถ้าหากคุณมีบุคคลอ้างอิงจากการทำงานในบริษัทด้วย จะยิ่งช่วยให้คุณได้รับการพิจารณามากยิ่งขึ้น
อย่างแรกที่ผมทำ คือเริ่มเขียนข้อมูลส่วนตัว ซึ่งก็เหมือนการเขียนใบสมัครงานหรือประวัติส่วนตัวสำหรับสมัครงานนั่นเอง พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าเพราะเหตุใดจึงเลือกสมัครเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นๆ อะไรที่คิดว่าตนเองเหมาะสมกับมหาวิทยาลัย และจะสามารถจบหลักสูตรที่เลือกสมัครเรียนได้อย่างไร หรือพูดอีกอย่างก็คือ บอกประวัติและความสามารถของตนเองนั่นเอง ถ้าหากคุณไม่ได้อยู่ในระดับ 5% แรกของมหาวิทยาลัย หรือทำงานระดับผู้บริหารในบริษัท คุณจะต้องผิดหวังแน่นอน ถ้าหากไม่ได้กล่าวถึงความสำเร็จที่เคยได้รับ บุคลิกลักษณะส่วนตัว หรือรายละเอียดด้านอื่นที่จะทำให้ตนเองโดดเด่นออกมา แต่ไม่ควรกล่าวเกินจริงหรือแต่งเรื่องเท็จ เพราะพวกเขามีวิธีที่จะตรวจสอบความจริงได้เสมอ
หลังจากจัดการรายละเอียดที่ค่อนข้างยุ่งยากในครึ่งแรกแล้ว ผมก็สมัครสอบ GRE หรือทดสอบความสามารถในการวิเคราะห์หรือการคิดคำนวณ รวมทั้งการปราศรัยด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่บังคับให้ต้องมีผลสอบส่วนนี้ นอกเสียจากจะมีการศึกษารวมอยู่ในหลักสูตรที่สำเร็จการศึกษามา ซึ่งตามที่ผมเข้าใจ จะเป็นหลักสูตรของมหาวิทยาลัยในยุโรป (ผู้สมัครสถาบันการจัดการต่างๆ ต้องมีการทดสอบ GMAT ก่อน) หนังสือแนะแนวการสอบมีจำหน่ายในร้านหนังสือทั่วไป และตามหน้าเว็บไซต์ขายสินค้าต่างๆด้วย
การสอบ GRE จะมีสามส่วน (สำหรับผู้ที่จบวิศวกรรมเช่นผม) คือ การวิเคราะห์ การคิดคำนวณ และความสามารถด้านการพูด ข้อสอบเชิงวิเคราะห์มีลักษณะเหมือนกับการเล่นทายปัญหา ซึ่งคำตอบค่อนข้างง่าย ถ้าหากเคยผ่านข้อสอบประเภทนี้มาก่อน ข้อสอบด้านการคำนวณจะเป็นเรื่องคณิตศาสตร์เบื้องต้น ซึ่งใช้เวลาไม่นานในการหาคำตอบ จากนั้นก็เป็นข้อสอบเรื่องการพูด ซึ่งค่อนข้างยาก เพราะต้องอ่านรายละเอียดและคำศัพท์ตามพจนานุกรม ซึ่งผมประหลาดใจมากว่าทั้งชีวิต เราจะได้ใช้คำว่า “Plethora” (อุดมสมบูรณ์) บ่อยเพียงใด
การทดสอบ GRE ผู้สมัครต้องทำการทดสอบโดยใช้คอมพิวเตอร์ในการตอบคำถาม ข้อเสียคือ จะไม่สามารถ คลิก “กลับ” เพื่อแก้ไขคำตอบได้ ดังนั้นคุณมีโอกาสในการตอบแต่ละข้อเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น
แต่สุดท้ายผมก็ทำคะแนนได้ค่อนข้างดีทีเดียว
เมื่อได้เอกสารรับรองครบแล้ว ผมจึงส่งหลักฐานทั้งหมดไปให้ทางมหาวิทยาลัย จากนั้นก็ทำได้เพียงนั่งภาวนาขอให้ตนเองผ่านการพิจารณาเท่านั้น อย่างน้อยสักสองแห่งก็ยังดี ซึ่งแต่ละวันทางมหาวิทยาลัยจะได้รับใบสมัครจากผู้ที่สนใจเข้าศึกษาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการแข่งขันจึงมีอัตราสูงมาก (ผมคิดว่ายากพอๆกับการหางานทำเลยทีเดียว)
และแล้วความหวังของผมก็สำเร็จในเดือนมิถุนายน ซึ่งตอนนั้นผมยังอยู่ที่ลอนดอน และเริ่มคิดเรื่องการทำงานกับบริษัทเดิมต่อไป แต่ก็มีจดหมายจากเฟดเอ็กซ์ แจ้งรายละเอียดผ่านการพิจารณา พร้อมทั้งให้ข้อมูลเรื่องที่พักสำหรับผมด้วยในที่สุด
18 เดือนต่อมา ขณะนี้ผมกำลังเขียนบทความห้องคอมพิวเตอร์ของแผนกของเรา ผมกำลังจะสำเร็จการศึกษาในอีก 4 เดือน ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตนเองจะทำสำเร็จ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสมัครเพื่อศึกษาต่อ กรุณาเข้าไปดูรายละเอียดที่เว็บไซต์
GRE Test, University
Ranking, Council
of Graduate School